ประสิทธิผลของการส่งข้อความเพื่อส่งเสริมการเลิกสูบบุหรี่ในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ: การทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุม
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินผลกระทบของการส่งข้อความต่อการเลิกสูบบุหรี่ในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ
วิธีการ: ผู้เข้าร่วมวิจัย 200 คน ถูกสุ่มแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง (รับการส่งข้อความ) และกลุ่มควบคุม วัดอัตราการเลิกสูบบุหรี่ในช่วง 7 วัน และระดับคาร์บอนมอนอกไซด์ในลมหายใจ ที่จุดเริ่มต้น 6 สัปดาห์ และ 18 สัปดาห์
ผลการศึกษา: อัตราการเลิกสูบบุหรี่ในช่วง 7 วันเพิ่มขึ้น 16.16% (95% CI: 10.98, 21.33) ที่ 6 สัปดาห์ และ 15.46% (95% CI: 10.68, 21.33) ที่ 18 สัปดาห์ ในกลุ่มทดลอง ระดับคาร์บอนมอนอกไซด์ในลมหายใจต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญที่ 6 สัปดาห์ (ความแตกต่างเฉลี่ย: -5.79; 95% CI: -7.26, -4.32) และที่ 18 สัปดาห์ (ความแตกต่างเฉลี่ย: -4.19; 95% CI: -5.67, -2.71)
สรุป: การส่งข้อความมีประสิทธิผลในการเพิ่มอัตราการเลิกสูบบุหรี่และลดระดับคาร์บอนมอนอกไซด์ในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ
บทนำ
โรคไม่ติดต่อ (NCDs) เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตทั่วโลก โรคเหล่านี้ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่างๆ เช่น การจัดการตนเอง พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และปัจจัยทางสังคม-เศรษฐกิจ ในบรรดาปัจจัยเหล่านี้ การสูบบุหรี่มีความโดดเด่นอย่างมาก
ปัจจุบัน กลยุทธ์การเลิกสูบบุหรี่ประกอบด้วย คำแนะนำ การสนับสนุนพฤติกรรม และการรักษาด้วยยา โมบายเฮลธ์ (mHealth) นำเสนอแนวทางใหม่ที่รวมคำแนะนำและการสนับสนุนพฤติกรรมเข้าด้วยกัน
วิธีการศึกษา
การออกแบบและผู้เข้าร่วมวิจัย
การทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุม ดำเนินการระหว่างมีนาคม 2564 – มกราคม 2566 ในจังหวัดกาฬสินธุ์
คัดเลือกผู้เข้าร่วมจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 4 แห่ง
รวมผู้เข้าร่วม 763 คน ประเมินคุณสมบัติ สุดท้ายได้ 200 คน
เกณฑ์การคัดเข้า
เป็นผู้สูบบุหรี่ปัจจุบัน
เป็นผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ (เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไตเรื้อรัง)
อายุ 20-80 ปี
มีโทรศัพท์มือถือ
การทดลอง
ใช้โปรแกรม “ncdQuitSMK” ที่ดัดแปลงมาจาก “mCessation”
ส่งข้อความ SMS รวม 93 ข้อความ เป็นเวลา 45 วัน
วัน 1-15: 3 ข้อความต่อวัน
วัน 16-30: 2 ข้อความต่อวัน
วัน 31-44: 1 ข้อความต่อวัน
วัน 45: 2 ข้อความ
การวัดผล
ผลลัพธ์หลัก: อัตราการเลิกสูบบุหรี่ในช่วง 7 วัน
ผลลัพธ์รอง:
ระดับคาร์บอนมอนอกไซด์ในลมหายใจ (CO)
อัตราการเลิกสูบบุหรี่ในช่วง 30 วัน
จำนวนบุหรี่ที่สูบใน 7 วัน และ 30 วัน
ผลการศึกษา
ลักษณะผู้เข้าร่วมวิจัย
เพศชาย 71.5%
อายุมากกว่า 60 ปี
จบการศึกษาระดับประถมศึกษา 90.0%
รายได้ต่ำกว่า 5,000 บาท 87.0%
สถานภาพสมรส 79.0%
อาชีพเกษตรกร 66.0%
ติดนิโคตินระดับปานกลาง 68.5%
ผลลัพธ์หลัก
อัตราการเลิกสูบบุหรี่ 7 วัน:
ที่ 6 สัปดาห์: เพิ่มขึ้น 16.16% (95% CI: 10.98, 21.33)
ที่ 18 สัปดาห์: เพิ่มขึ้น 15.46% (95% CI: 10.68, 21.33)
ผลลัพธ์รอง
ระดับ CO ในลมหายใจ:
ที่ 6 สัปดาห์: ลดลง -5.35 ppm (95% CI: -6.24, -4.46)
ที่ 18 สัปดาห์: ลดลง -3.58 ppm (95% CI: -4.37, -2.79)
อัตราการเลิกสูบบุหรี่ 30 วัน:
ที่ 6 สัปดาห์: เพิ่มขึ้น 16.16% (95% CI: 11.32, 22.04)
ที่ 18 สัปดาห์: เพิ่มขึ้น 15.97% (95% CI: 11.12, 21.91)
อภิปรายผล
ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลของโปรแกรมการเลิกสูบบุหรี่ต่อ:
อัตราการเลิกสูบบุหรี่
การลดระดับคาร์บอนมอนอกไซด์ในลมหายใจ
อัตราการเลิกสูบบุหรี่ในกลุ่มทดลองอยู่ที่ 16.6% ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้าเกี่ยวกับการแทรกแซงทางพฤติกรรมในประเทศไทย
จุดแข็งของการศึกษา
ใช้การวัดทางชีวเคมี (ระดับ CO ในลมหายใจ) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ที่เชื่อถือได้
การใช้เทคนิค mixed linear regression ในการวิเคราะห์
ข้อจำกัดของการศึกษา
อาจมีอคติในการเลือกตัวอย่าง
ปัญหาการนำไปใช้ในวงกว้าง เนื่องจากทำในพื้นที่และประชากรเฉพาะ
อาจไม่ได้พิจารณาตัวแปรที่มีผลกวนอื่นๆ
สรุป
โปรแกรม mHealth มีประสิทธิผลและเป็นที่ยอมรับสำหรับผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ การแทรกแซงนี้สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างแรงจูงใจและสนับสนุนผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ให้ลดและเลิกสูบบุหรี่ได้
ข้อมูลการศึกษา
ผู้วิจัย: Odd Saksiri
การอนุมัติจริยธรรม: IRB 102-081/2564
ทะเบียนการทดลอง: TCTR20220427004
ที่มา; https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/39068584/


